จุดประสงค์และขอบข่าย

บทบัณฑิตย์เป็นนิตยสารของเนติบัณฑิตยสภาที่ตีพิมพ์ออกเผยแพร่ปีละ ๔ ตอน ตอน ๑ ประจำเดือนมกราคม - มีนาคม ตอน ๒ ประจำเดือนเมษายน - มิถุนายน ตอน ๓ ประจำเดือนกรกฎาคม - กันยายน และตอน ๔ ประจำเดือนตุลาคม - ธันวาคม

บทบัณฑิตย์มีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัยและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการในสาขานิติศาสตร์และสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความรู้ทางวิชาการแก่สังคมทั่วไปและเพื่อเป็นเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้าและการอ้างอิง

กองบรรณาธิการนิตยสารบทบัณฑิตย์ยินดีรับบทความวิชาการ บทความวิจัยฎีกาวิเคราะห์ ปกิณกะกฎหมาย บทวิจารณ์หนังสือและบทความปริทัศน์ ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องพิจารณาและประเมินบทความทุกเรื่องอย่างเป็นธรรมด้วยกระบวนการที่เป็น อิสระและเชื่อถือได้ของกองบรรณาธิการซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงาน

คำแนะนำสำหรับผู้เขียนบทความ

๑. เป็นบทความภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่ไม่เคยตีพิมพ์หรือเผยแพร่ที่ใดมาก่อนและมีความยาวไม่เกิน ๓๐ หน้า

๒. ชื่อบทความและชื่อผู้เขียนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยระบุคุณวุฒิ การศึกษา ตำแหน่งวิชาการและหน่วยงานสังกัดของผู้เขียนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษไว้ในเชิงอรรถโดยใช้สัญลักษณ์ *

๓. มีบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาเหมือนกันอย่างละไม่เกิน ๓๕๐ คำ และมีคำสำคัญ (Keywords) ภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างละไม่เกิน ๓ คำ

๔. เอกสารอ้างอิงให้ใช้รูปแบบการอ้างอิงแบบเชิงอรรถ APA Style

๕. ต้นฉบับบทความให้ใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ดและจัดรูปแบบดังนี้

          ๕.๑ ตั้งค่าหน้ากระดาษด้านบน ๓.๑๘ ซม. ด้านล่าง ๒.๕ ซม. ด้านซ้าย ๒.๕ ซม. และด้านขวา ๒ ซม. ระยะห่างระหว่างบรรทัด ขนาด ๑ เท่าและเว้นวรรค ๑ ตัวอักษร

          ๕.๒ ชื่อบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษใช้ตัวอักษร DB Sathorn Medium ขนาด ๒๒ ตัวหนา อยู่กลางหน้า (หากไม่มีสามารถใช้ TH Sarabun PSK แทนได้)

          ๕.๓ ชื่อผู้เขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษใช้ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาด ๑๖ ตัวหนาอยู่ชิดด้านขวา

          ๕.๔ หัวเรื่องบทคัดย่อภาษาไทยคำว่า “บทคัดย่อ” และภาษาอังกฤษคำว่า “Abstract” ใช้ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาด ๑๖ ตัวหนาอยู่กลางหน้าและแสดง" คำสำคัญ” และ“Keywords” ด้านล่างของบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อยู่ชิดด้านซ้าย

          ๕.๕ หัวข้อเรื่องใช้ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาด ๑๖ ตัวหนา อยู่ชิดด้านซ้าย

          ๕.๖ เนื้อเรื่องใช้ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาด ๑๖

          ๕.๗ เชิงอรรถใช้ตัวอักษร TH Sarabun PSK ขนาด ๑๓

          ๕.๘ บทความภาษาไทยเนื้อหาและเชิงอรรถใช้เลขไทยบทความภาษาอังกฤษเนื้อหาและเชิงอรรถใช้เลขอารบิค

๖. บทความวิชาการประกอบด้วยชื่อเรื่องภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผู้เขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทคัดย่อภาษาไทย คำสำคัญบทคัดย่อภาษาอังกฤษ (Abstract) Keywords บทนำ เนื้อหา บทสรุปและบรรณานุกรม

๗. บทความวิจัยประกอบด้วยชื่อเรื่องภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชื่อผู้เขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทคัดย่อภาษาไทย คำสำคัญบทคัดย่อภาษาอังกฤษ (Abstract) Keywords บทนำวิธีการวิจัย ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะการวิจัย และบรรณานุกรม

๘. บทความที่ส่งเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น

๙. บทความทุกเรื่องที่ตีพิมพ์จะได้รับการพิจารณาและประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ตามสาขาวิชา จำนวน  ๓ คน และกองบรรณาธิการจะแจ้งผลการประเมินให้ผู้เขียนบทความทราบภายใน ๓ เดือน บทความที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วจะได้รับการตพิมพ์ในนิตยสารบทบัณฑิตย์เพื่อเผยแพร่ทั้งในรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิในการบรรณาธิการและลำดับการตีพิมพ์ก่อนหรือหลังการส่งบทความ

ขั้นตอนการตีพิมพ์บทความ

๑. กองบรรณาธิการตรวจและคัดเลือกบทความ

๒. ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ตามสาขาวิชา จำนวน ๓ คนต่อบทความ พิจารณาและประเมินบทความโดยไม่ทราบชื่อผู้เขียนและผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ

๓. ผู้เขียนหรือกองบรรณาธิการแก้ไขบทความตามผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ

๔. กองบรรณาธิการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของบทความ

เกณฑ์การพิจารณาบทความ

บทความทุกเรื่องที่ตีพิมพ์จะได้รับการพิจารณาและประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ตามสาขาวิชา จำนวน 3 คน และกองบรรณาธิการจะแจ้งผลการประเมินให้ผู้เขียนบทความทราบภายใน 3 เดือน บทความที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วจะได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารเพื่อเผยแพร่ทั้งในรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ต่อไป กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิในการบรรณาธิกรและลำดับการตีพิมพ์ก่อนหรือหลัง

จริยธรรมในการตีพิมพ์ (Publication Ethics)

          บทบัณฑิตย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมในการตีพิมพ์ (Publication Ethics)โดยอ้างอิงมาจากจริยธรรมในการตีพิมพ์ที่กำหนดโดย Committee on Publication Ethics (COPE) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการตีพิมพ์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับระหว่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินการตีพิมพ์และเผยแพร่บทความของบทบัณฑิตย์มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่เชื่อถือและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบทบัณฑิตย์ในการส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดความรู้ทางวิชาการในสาขาวิชานิติศาสตร์และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องแก่สังคมทั่วไป ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์และเผยแพร่บทความของบทบัณฑิตย์จะต้องมีบทบาทและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้

บทบาทและหน้าที่ของกองบรรณาธิการ (Duties of Editors)

          1. กองบรรณาธิการต้องรักษามาตรฐานของนิตยสาร รวมทั้งพัฒนานิตยสารให้มีคุณภาพทางด้านวิชาการและมีความทันสมัยอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

          2. กองบรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบคุณภาพของบทความก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยพิจารณาในด้านต่าง ๆ เช่น ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของบทบัณฑิตย์ ความชัดเจนของเนื้อหาและองค์ความรู้ใหม่ของบทความ

          3. การพิจารณาและตรวจสอบคุณภาพของบทความจะต้องมีมาตรฐานและปราศจากอคติที่มีต่อบทความและผู้เขียนบทความในทุกด้าน เช่น เพศ ศาสนา เชื้อชาติ การเมือง วัฒนธรรม รวมถึงสังกัดของผู้เขียนบทความ

          4. กองบรรณาธิการต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยดำเนินการให้มีกระบวนการตรวจสอบบทความที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการคัดลอกผลงานของผู้อื่น (Plagiarism)และไม่ตีพิมพ์บทความที่เคยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารหรือนิตยสารอื่นมาแล้ว

          5. ในกรณีที่มีข้อร้องเรียนหรือมีการตรวจพบว่า อาจมีการคัดลอกผลงานผู้อื่น กองบรรณาธิการมีหน้าที่ดำเนินการสอบถามเพื่อให้ผู้เขียนบทความได้ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หากกองบรรณาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีการคัดลอกผลงานของผู้อื่นจริง กองบรรณาธิการมีหน้าที่ระงับการตีพิมพ์บทความดังกล่าวทันที หรือลงข้อความชี้แจงลงในนิตยสาร หรือดำเนินการอื่นใดตามความเหมาะสม

          6. กองบรรณาธิการต้องไม่กลับผลการพิจารณาตีพิมพ์บทความที่ตัดสินไว้แล้ว เว้นแต่กรณีมีปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการส่งบทความ

          7. กองบรรณาธิการชุดใหม่ต้องไม่กลับผลการพิจารณาตีพิมพ์บทความที่กองบรรณาธิการชุดเดิมได้ตัดสินไว้แล้ว เว้นแต่กรณีมีปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาของกองบรรณาธิการชุดเดิม

          8. กองบรรณาธิการต้องรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมและทรัพย์สินทางปัญญาให้ปราศจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ

          9. กองบรรณาธิการต้องเก็บรักษาความลับเกี่ยวกับบทความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาลงตีพิมพ์ในบทบัณฑิตย์ รวมทั้งกำกับให้การพิจารณาประเมินคุณภาพบทความเป็นไปตามรูปแบบที่ผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้ประเมินบทความ และผู้ประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียนบทความ (Double-blinded review)

          10. กองบรรณาธิการต้องปฏิบัติตามกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ของวารสารอย่างเคร่งครัด

บทบาทและหน้าที่ของผู้เขียนบทความ (Duties of Authors)

          1.บทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในบทบัณฑิตย์จะต้องเป็นผลงานของผู้เขียนบทความเอง และเป็นผลงานที่ไม่เคยได้รับการตีพิมพ์หรือเผยแพร่ที่ใดมาก่อนรวมถึงไม่นำบทความไปตีพิมพ์หรือเผยแพร่ที่อื่นหลังได้รับการตอบรับลงตีพิมพ์จากบทบัณฑิตย์แล้ว

          2. ผู้เขียนบทความจะต้องไม่คัดลอกผลงานของผู้อื่น (Plagiarism) หรือมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากมีการอ้างอิงถึงผลงานของผู้อื่นในบทความของตน ผู้เขียนบทความจะต้องมีการอ้างอิงที่ถูกต้องตามรูปแบบที่กองบรรณาธิการกำหนดดังที่ปรากฏในคำแนะนำสำหรับผู้เขียนบทความบทบัณฑิตย์ทุกครั้ง

          3. ผู้เขียนบทความที่มีชื่อปรากฏในบทความทุกคนจะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการวิจัยหรือการเขียนบทความดังกล่าวอย่างแท้จริง

          4. ในกรณีที่บทความวิจัยมีการทดลองในมนุษย์หรือสัตว์ ผู้เขียนบทความต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าได้มีการดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง หลักจริยธรรมสากล และแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลหรือได้รับอนุญาตจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

          5. ในกรณีที่บทความวิจัยได้รับทุนสนับสนุนทางด้านวิชาการในการดำเนินการวิจัยหรือผลิตผลงานทางวิชาการ ผู้เขียนบทความจะต้องระบุหรือเปิดเผยแหล่งทุนสนับสนุนดังกล่าวทุกครั้ง

บทบาทและหน้าที่ของผู้ประเมินบทความ (Duties of Reviewers)

          1. ผู้ประเมินบทความต้องดำเนินการพิจารณาประเมินคุณภาพของบทความโดยใช้หลักเกณฑ์และองค์ประกอบการพิจารณาตามที่กองบรรณาธิการบทบัณฑิตย์กำหนด

          2. ผู้ประเมินบทความต้องดำเนินการพิจารณาประเมินคุณภาพของบทความโดยใช้ความรู้ความสามารถของตนในสาขาวิชาที่ตนเชี่ยวชาญ โดยพิจารณาในด้านการวิเคราะห์ในบทความ ความถูกต้องของข้อมูล ความสำคัญของบทความที่มีต่อสาขาวิชานั้นหรือต่อสังคม ทั้งนี้ ผู้ประเมินบทความจะต้องไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนบุคคลที่ปราศจากหลักเกณฑ์หรือข้อมูลรองรับมาใช้ในการพิจารณาประเมินคุณภาพบทความ

          3. ผู้ประเมินบทความต้องดำเนินการพิจารณาประเมินคุณภาพบทความโดยปราศจากอคติที่มีต่อบทความและผู้เขียนบทความในทุกด้าน เช่น เพศ ศาสนา เชื้อชาติ การเมือง วัฒนธรรม รวมถึงสังกัดของผู้เขียนบทความ

          4. ในกรณีที่ผู้ประเมินบทความทราบหรือตระหนักว่าตนไม่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับบทความที่ตนต้องดำเนินการพิจารณาประเมินนั้น หรือไม่มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของบทความดังกล่าว ผู้ประเมินบทความต้องแจ้งให้กองบรรณาธิการทราบถึงข้อขัดข้องดังกล่าวโดยทันที

          5. ผู้ประเมินบทความต้องดำเนินการพิจารณาประเมินคุณภาพบทความให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กองบรรณาธิการกำหนด ในกรณีที่เกิดเหตุขัดข้องที่ส่งผลให้การพิจารณาประเมินคุณภาพบทความนั้นต้องล่าช้าออกไป ผู้ประเมินบทความต้องแจ้งให้กองบรรณาธิการทราบถึงข้อขัดข้องดังกล่าวโดยทันที

          6. ผู้ประเมินบทความต้องไม่แสวงหาผลประโยชน์จากบทความที่ตนได้ดำเนินการพิจารณาประเมินคุณภาพ

          7. ในกรณีที่ผู้ประเมินบทความตรวจพบว่า อาจมีการคัดลอกผลงานผู้อื่น (Plagiarism) ในบทความที่ตนกำลังดำเนินการพิจารณาประเมินคุณภาพนั้น ผู้ประเมินบทความต้องแจ้งให้กองบรรณาธิการทราบถึงประเด็นดังกล่าวโดยทันที