บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2231/2567 และที่ 2209/2567
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งประมวล กฎหมายอาญาที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2209/2567 และหลักกฎหมายตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2231/2567
ในกรณีที่ผู้กู้ได้นำรถยนต์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นไป มอบให้ผู้ให้กู้ไว้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน ต่อมาผู้กู้ไม่สามารถติดต่อผู้ให้กู้ได้โดยผู้ให้กู้ได้ ย้ายที่อยู่ไปที่อื่นแล้วโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้กู้ทราบ ผู้กู้จึงไม่สามารถดำเนินการต่อทะเบียนรถหรือดำเนิน การขอไถ่ถอนรถยนต์ได้ เช่นนี้จะถือเป็นพฤติการณ์ที่ผู้ให้กู้มีเจตนาเบียดบังเอารถยนต์ไปเป็นของ ตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2209/2567 ซึ่งผู้เขียน มีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา
ในคดีข้อหาตามความผิดที่โจทก์ฟ้องกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลยังต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์อยู่ต่อไปจนกว่าจะพอใจ ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง การที่ศาลสูงรับฟังพยานหลักฐานสำเนาคำพิพากษาที่พนักงานอัยการฟ้องผู้เสียหายจากเหตุการณ์ เดียวกันซึ่งจำเลยได้แนบเป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์ จะถือว่าศาลสูงรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวน หรือไม่ และพฤติการณ์อย่างไรที่ศาลจะพิจารณาว่าจำเลยหรือผู้เสียหายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน อันจะส่งผลต่อสิทธิในการอ้างป้องกันตามกฎหมาย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 2231/2567 ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.