การเคลื่อนย้ายทางสังคม การประกอบสร้าง และความทับซ้อนของอาณาบริเวณของกะเทย : กรณีศึกษา ประเทศไทยและประเทศเยอรมนี
คำสำคัญ:
การเคลื่อนย้ายทางสังคม, อาณาบริเวณ, กะเทย, ประเทศไทย, ประเทศเยอรมนีบทคัดย่อ
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนย้ายทางสังคม การประกอบสร้างอาณาบริเวณทางกายภาพ สังคม วัฒนธรรม และจินตกรรมของกะเทยคาบาเรต์โชว์ในดินแดนใหม่ และวิเคราะห์ความทับซ้อนของอาณาบริเวณฯ ดังกล่าว โดยศึกษาการเคลื่อนย้ายในประเทศไทย และการเคลื่อนย้ายในสภาพพ้นพรมแดนไปสู่ประเทศเยอรมนีโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการสร้างทฤษฎีฐานราก สำนักประกอบสร้างนิยม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกะเทยคาบาเรต์โชว์ ในประเทศไทย และประเทศเยอรมนี จำนวน 23 ราย ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา โดยเน้นการตีความและการประกอบสร้าง เพื่อสรุปความคิดและเรียบเรียงเขียนเป็นข้อเสนอใหม่
ผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก การเคลื่อนย้ายทางสังคม และการประกอบสร้างอาณาบริเวณของกะเทย เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2510 จากกรุงเทพมหานคร ก่อนเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองพัทยา การเคลื่อนย้ายดังกล่าวเชื่อมโยงกับการดำเนินนโยบายของรัฐในช่วงปี พ.ศ. 2510-2515 ที่มุ่งสร้างเมืองพัทยาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัย และเป็นแหล่งธุรกิจใหม่ของนักลงทุนจากกรุงเทพฯ การหลั่งไหลเข้ามาของกะเทยจำนวนมาก ทำให้ในช่วงปี พ.ศ. 2517 สามารถเปิดการแสดงในรูปแบบของคาบาเรต์โชว์เป็นครั้งแรก ได้ตอบสนองนโยบายการบริการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ทำให้ธุรกิจคาบาเรต์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และช่วงเวลาที่ทับซ้อนกัน ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2532 กะเทยบางส่วนได้ตัดสินใจอพยพต่อไปยังประเทศเยอรมนี เนื่องจากต้องการ “มีชีวิตที่ดีขึ้น” กับประเทศเยอรมนีอยู่ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลกลางดำเนินนโยบายผ่อนปรนให้แก่ผู้อพยพ ทำให้การเดินทางเข้าประเทศทำได้ง่ายขึ้น ส่วนที่สอง ความทับซ้อนของอาณาบริเวณของกะเทยเหนือกายภาพ แบ่งออกเป็น 3 มิติ คือ สังคม วัฒนธรรม และจินตกรรม โดยอาณาบริเวณที่ทับซ้อนกันมีลักษณะเลื่อนไหล และมีพลวัตผันแปรไปตามรูปแบบความสัมพันธ์ของกะเทยที่เชื่อมโยงกันไว้อย่างพ้นพรมแดน ผลการศึกษาสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายของรัฐกับรูปแบบการเคลื่อนย้ายทางสังคมของกะเทย และพลังอำนาจของเครือข่ายทางสังคมที่เชื่อมโยงกันแบบพ้นพรมแดนบนอาณาบริเวณใหม่ที่ทับซ้อน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
ชิเกฮารุ ทานาเบ. (2551). ชุมชนกับการปกครองชีวญาณ : กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภาคเหนือของไทย. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
Tanabe, S. (Ed.). (2008). Imagining Communities in Thailand: Ethnographic Approaches. Chiang Mai, TH: Mekong Press.
Tanabe, S. (Ed). (2016). Communities of Potential: Social Assemblages in Thailand and Beyond. Chiang Mai, TH: Silkworm Books.
Goel, I. (2016). Hijra Communities of Delhi. Sexualities, 19(5-6), 535-546.
Spiro, M. E. (1967). Burmese Supernaturalism. Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues.
Chua, J. L. (2015). The Vernacular Mobilization of Human Rights in Myanmar’s Sexual Orientation and Gender Identity Movement. Law & Society Review, 49(2), 229-332.
Blackwood, E. (2005). Gender Transgression in Colonial and Postcolonial Indonesia. The Journal of Asian Studies, 64(4), 849-879.
Thamrin, U. (2015). How Economy Matters to Indigenous Identity of Bissu, Transgender Priests of South Sulawesi, Indonesia. Singapore: Asia Research Institute, National University of Singapore.
Davies, S. G. (2010). Gender Diversity in Indonesia: Sexuality, Islam and Queer Selves. London: Routledge.
Tom, B. (2004). Gay Language and Indonesia: Registering Belonging. Journal of Linguistic Anthropology, 14(2), 248-268.
Wieringa, S. E. (2010). Gender Variance in Asia Discursive Contestations and Legal Implications. Gender, Technology and Development, 14(2), 143-172.
Safika, I., Johnson, T. P., Cho, Y. I., and Praptoraharjo, I. (2013). Condom Use among Men Who Have Sex with Men and Male-to-Female Transgenders in Jakarta, Indonesia. American Journal of Men’s Health, 8(4), 278-288.
Jackson, A. P. (1999). Tolerant but Unaccepting: The Myth of Thai ‘Gay Paradise’. In P. A. Jackson & M. N. Cook (Eds.), Gender and Sexualities in Modern Thailand (pp. 226-242). Bangkok: O.S. Printing House.
Jackson, A. P. (2011). Capitalism, LGBT Activism, and Queer Autonomy in Thailand. In P. A. Jackson (Ed.), Queer Bangkok: Twenty First Century Markets, Media, and Rights (pp. 195-204). Sai Wan: Hong Kong University Press.
เปรมปรีดา ปราโมช ณ อยุธยา. (2546). การช่วงชิงอัตลักษณ์ “กะเทย” ในงานคาบาเรต์โชว์ [วิทยานิพนธ์ปริญญาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
DeLanda, M. (2016). Assemblage Theory. Edinburgh: Edinburgh University Press.
Charmaz, K. (2013). Grounded Theory for Qualitative Research: A Practical Guide. London: SAGE Publications.
ชาย โพธิสิตา. (2562). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ : คู่มือนักศึกษาและนักวิจัยสังคมศาสตร์ ฉบับปรับปรุงใหม่ เพิ่มเนื้อหา (พิมพ์ครั้งที่ 8). กรุงเทพฯ: อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2519). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2515-2519. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.
วีระยุทธ ปีสาลี. (2557). กรุงเทพฯ ยามราตรี. กรุงเทพฯ: มติชน.
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 1. (2514, 18 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ. เล่ม 88 ตอนที่ 124. หน้า 1-2.
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 303. (2515, 13 ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ. เล่ม 89 ตอนที่ 190. หน้า 11-16.
โจนาธาน [นามแฝง]. (2546). ตามรอยตำนานเมืองพัทยากับปริญญา ชวลิตธำรง ผู้พลิกผืนแผ่นดินเมืองพัทยา. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
Longjit, C., and Pearce, D. G. (2013). Managing a Mature Coastal Destination: Pattaya, Thailand. Journal of Destination Marketing and Management, 2(3), 165-175.
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521. (2521, 10 ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 95 ตอนที่ 120. หน้า 1-44.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2023 วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อยู่ภายใต้การอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivs 4.0 International (CC-BY-NC-ND 4.0) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น โปรดอ่านหน้านโยบายของวารสารสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงแบบเปิด ลิขสิทธิ์ และการอนุญาต