ผลของการใช้หลักธรรมภาวนา 4 ที่มีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันตนด้านการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดชัยภูมิ
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเรื่องผลของการใช้หลักธรรมภาวนา 4 ที่มีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันตนด้านการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดชัยภูมิ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง(Quasi-Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติตามหลักภาวนา 4 ในพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการสร้างภูมิคุ้มกันตนด้านการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ และเพื่อศึกษาผลการปฏิบัติตามหลักภาวนา 4 ในพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่มีต่อการสร้างภูมิคุ้มกันตนด้านการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต้นถึงตอนปลายทั้งชาย และหญิงโรงเรียนนาหนองทุ่มวิทยา จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 100 คน ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างก่อนเข้าปฏิบัติตามหลักธรรมภาวนา 4 และหลังการปฏิบัติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และเชิงอนุมานโดยใช้สถิติทดสอบ t – test และF-test สำหรับนัยสำคัญทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้กำหนดไว้ที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีระดับการปฏิบัติตามหลักธรรมภาวนา 4 ก่อนเข้าปฏิบัติ อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.20 และหลังเข้าปฏิบัติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.27 ส่วนพฤติกรรมการสร้างภูมิคุ้มกันการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ก่อนเข้าปฏิบัติในกิจกรรม อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.17 หลังการเข้าปฏิบัติ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.05 จากการเปรียบทั้ง 2 กลุ่ม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 จากผลการสัมภาษณ์นักเรียนหลักการเข้าร่วมกิจกรรมการปฏิบัติตามหลักธรรมภาวนา 4 พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมการรับผิดชอบในโรงเรียน และที่บ้าน ลดพฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ศรีเรือน แก้วกังวาน. จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541.
ศรีเรือน แก้วกังวาน. จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพ ฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.
ราชบัณฑิตยสถาน.พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร: รุ่งศิลป์การพิมพ์, 2524.
วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. ค่านิยมของข้าราชการไทยในยุคปฏิรูประบบราชการ. กรุงเทพมหานคร: นิติธรรม, 2547.
วีรวัฒน์ ปันนิตามัย. เชาว์อารมณ์ (EQ) ดัชนีวัดความสุขและความสำเร็จในชีวิต. กรุงเทพฯ : เอ็กซ์เปอร์เน็ต 2544.
สุนทรี โคมิน และสนิท สมัครการ. ค่านิยมและระบบค่านิยมไทย: เครื่องมือในการสำรวจ. กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2522.
ดาริกา ใสงามและคณะ. ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มสุราและสูบบุหรี่กับพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2550.
น้ำทิพย์ ทับทิมทอง. การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของนิสิตแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ภาควิชา-จิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.กรุงเพทมหานคร,2554.
สมพร สิทธิสงคราม. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่น. การค้นคว้าแบบอิสระคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2549.
สุจิรา จรัลชวนะเพท.ทัศนะและความต้องการของนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะต่อการปรับพฤติกรรมตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง. ปริญญาศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2549.
กฤษณ์ ทองเลิศ และมณีรัตน์ เนตรประสม. การสะท้อนอุดมการณ์สุขนิยมในงานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางนิตยสาร. คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต,2550.
กรมสุขภาพจิต. คู่มือความฉลาดทางอารมณ์. กรุงเทพฯ กระทรวงสาธารณสุข, 2543.
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. สุขภาพจิต 16 สุขภาพจิตครอบครัว. (กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์การศาสนา, 2539. ดรุณี ภู่ขาว และคณะ. โครงการทบทวนองค์ความรู้ด้านมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่อง
Bandura, A.. Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. New Jersey: Prentric-Hall. 1986.
Bandura, A.. Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. New Jersey: Prentric-Hall,1986.
Bandura. Self-efficacy: The exercise of control. New York: W.H. Freeman. 1997.