ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ 7 ขั้นอย่างมีบริบท ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง (Hands-on activities) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ 7 ขั้นอย่างมีบริบท ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์กับเกณฑ์ระดับสมรรถนะที่อิงกรอบความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของ PISA และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 7 แผน รวม 24 คาบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 5.39, p < .001) 2) นักเรียนที่มีสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ์ ในเชิงวิทยาศาสตร์ระดับดีขึ้นไปคิดเป็นร้อยละ 87.50 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่กำหนดไว้ 7.50 จุดร้อยละ และโดยภาพรวมมีสมรรถนะอยู่ในระดับดีมาก และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.60, S.D. = 0.22)
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
ณัฏฐนันธ์ จันทรังสิกุล. (2562). การพัฒนาความสามารถในการถ่ายโอนความคิดของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน โดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้บริบทเป็นฐาน [วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์].
บุญญาพร แสงประเสริฐ, ธนาวุฒิ ลาตวงษ์, และ นพมณี เชื้อวัชรินทร์. (2564). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับกลยุทธ์การอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 23(4), 240–252.
พิมพลอย ตามตระกูล, และ ธิติยา บงกชเพชร. (2565). การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เรื่อง กรด-เบส ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบใช้บริบทเป็นฐานร่วมกับการใช้เทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม, 12(1), 291–305.
วัฒนา สระสิริ. (2566). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยใช้วิธีการเรียนรู้ตามแนวคิด Constructivism ร่วมกับวิธีการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เพื่อพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหา เรื่อง อะตอมและสมบัติของธาตุ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วารสารครุศาสตร์ปัญญา, 2(3), 48–64.
วีรดา ลิมปิสวัสดิ์. (2564). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ [วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา].
ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2564). ผลการประเมิน PISA 2018 การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สุชาดา ศรีศกุน. (2565). การพัฒนาการสร้างคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในบทเรียนเรื่องการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ โดยการจัดการเรียนรู้ที่ใช้บริบทเป็นฐาน. วารสารหน่วยวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้, 13(1), 29–41.
Ateş, Ö., & Eryılmaz, A. (2011). Effectiveness of hands-on and minds-on activities on students’ achievement and attitudes towards physics. Asia-Pacific Forum on Science Learning and Teaching, 12(1), Article 6.
Bacay, M. M., & Herrera, A. S. (2020). Context-based learning in teaching senior high school: Basis for science instructional material development. Asia Pacific Journal of Education, Arts and Sciences, 7(1), 73–81.
Bennett, J., Lubben, F., & Hogarth, S. (2007). Bringing science to life: A synthesis of the research evidence on the effects of context-based and STS approaches to science teaching. Science Education, 91(3), 347–370. https://doi.org/10.1002/sce.20186
Campbell, D. T., & Stanley, J. C. (1969). Experimental and quasi-experimental designs for research. Rand McNally.
Eisenkraft, A. (2003). Expanding the 5E model: A proposed 7E model emphasizes “transfer of learning” and the importance of eliciting prior understanding. The Science Teacher, 70(6), 56–59.
Fatimah, F. M., & Anggrisia, N. F. (2019). The effectiveness of 7E learning model to improve scientific literacy. In Proceedings of the International Conference on Science, Technology, Education, Arts, Culture and Humanity (STEACH 2018) (Advances in Social Science, Education and Humanities Research, Vol. 277, pp. 18–22). Atlantis Press. https://doi.org/10.2991/steach-18.2019.4
Haury, D. L., & Rillero, P. (1994). Perspectives of hands-on science teaching. ERIC Clearinghouse for Science, Mathematics, and Environmental Education. (ERIC Document No. ED372926).
Hırça, N. (2013). The influence of hands on physics experiments on scientific process skills according to prospective teachers’ experiences. European Journal of Physics Education, 4(1), 1–9.
Holstermann, N., Grube, D., & Bögeholz, S. (2010). Hands-on activities and their influence on students’ interest. Research in Science Education, 40, 743–757. https://doi.org/10.1007/s11165-009-9142-0
Kibga, E. S., Gakuba, E., & Sentongo, J. (2021). Developing students’ curiosity through chemistry hands-on activities: A case of selected community secondary schools in Dar es Salaam, Tanzania. EURASIA Journal of Mathematics, Science and Technology Education, 17(5), em1962. https://doi.org/10.29333/ejmste/10856
OECD. (2019). PISA 2018 assessment and analytical framework. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/b25efab8-en
OECD. (2023). PISA 2022 assessment and analytical framework. OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/dfe0bf9c-en
Safitri, M. L. O., Fathurohman, A., & Nurlaila. (2024). Improving science literacy using the learning cycle 7E learning model. Jurnal Elementaria Edukasia, 7(3), 3014–3022. https://doi.org/10.31949/jee.v7i3.10739