บทวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2563 ที่ 4697/2566 และที่ 14/2566
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2563 และหลักกฎหมายตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4697/2566 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14/2566
คดีแรก โจทก์และจำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากัน จำเลยเป็นผู้มีสิทธิอาศัยตลอดชีวิตในบ้านซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว การที่จำเลยรื้อบ้านหลังเดิมและก่อสร้างขึ้นใหม่ให้มีสภาพที่ดีกว่าเดิมเพื่ออยู่อาศัยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จะเป็นการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1876/2563 ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา
คดีที่สอง การที่จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดที่มีกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น และศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพจำเลย และพิพากษาลงโทษจำเลย ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพมานั้นยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นความผิดหรือไม่ จะถือว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยในศาลชั้นต้นหรือไม่ และถือว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4697/2566 ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา
คดีที่สาม การที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีอาญาโดยมิได้มีคำขอเกี่ยวกับของกลางมาด้วย ศาลจะมีอำนาจสั่งเรื่องของกลางอย่างไรบ้าง ศาลจะสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของได้หรือไม่ และหากศาลสั่งคืนของกลางแก่เจ้าของแล้วจะถือว่าศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14/2566 ซึ่งผู้เขียนมีข้อสังเกตในหมายเหตุท้ายฎีกา
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.