การวิเคราะห์เปรียบเทียบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ สำนวนคันจิประสม 4 ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นกับสำนวนคำประสมสี่จังหวะภาษาไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบสำนวนคันจิประสม 4 ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นและสำนวนคำประสมสี่จังหวะภาษาไทย ด้านโครงสร้าง ความหมาย โลกทัศน์และเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้สำนวนคันจิประสม 4 ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นผ่านบทเรียนออนไลน์และศึกษาผลการใช้บทเรียน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยประยุกต์ ใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์เอกสารและการวิจัยกึ่งการทดลอง การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลและสังเคราะห์ทั้งที่เป็นเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ หลังจากนั้นนำผลการวิจัยที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเป็นบทเรียนออนไลน์ ศึกษาผลการใช้บทเรียนที่สร้างขึ้นจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สูตร t-test dependent ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างของสำนวนจำแนกความเหมือนและความต่างได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (1)กลุ่มที่อักษรคันจิทั้ง 4 ตัวแตกต่างกันทุกตัวและคำทั้งสี่คำแตกต่างกันทุกคำ (2)กลุ่มที่อักษรคันจิตัวใดตัวหนึ่งซ้ำกัน และคำใดคำหนึ่งซ้ำกัน (3)กลุ่มที่มีอักษรคันจิตัวใดตัวหนึ่งตรงข้ามกัน และมีคำใดคำหนึ่งตรงข้ามกัน ทั้งนี้ ไม่พบลักษณะโครงสร้างของสำนวนคันจิประสม 4 ตัวในรูปแบบของสำนวนคำประสมสี่จังหวะภาษาไทยที่มีคำมากกว่าสี่คำหรือสี่พยางค์ แบ่งเป็น 2 วรรค ความสัมพันธ์ทางด้านความหมายของอักษรคันจิทั้งสี่ตัวและคำทั้งสี่คำในสำนวน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (1)อักษรคันจิทั้งสี่ตัวมีความหมายสอดคล้องกัน และคำทั้งสี่คำมีความหมายสอดคล้องกัน (2)อักษรคันจิมีความหมายตรงข้ามกันและคำมีความหมายตรงข้ามกัน และ (3)อักษรคันจิที่มีทั้งความหมายเหมือนกันและตรงข้ามกัน โลกทัศน์ที่สะท้อนจากสำนวนมีทั้งความคล้ายคลึงกันและแตกต่างกัน ได้แก่ โลกทัศน์เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของคน โลกทัศน์เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ โลกทัศน์เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ โลกทัศน์เกี่ยวกับศิลปวิทยาการและความศรัทธา โลกทัศน์เกี่ยวกับสังคมและการติดต่อสื่อสาร และโลกทัศน์เกี่ยวกับเวลา ธรรมชาติ และสภาพการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ บทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับดี ผลสัมฤทธิ์การเรียนของกลุ่มตัวอย่างที่เรียนผ่านบทเรียนออนไลน์หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้อความและข้อคิดเห็นต่างๆ ในบทความเป็นของผู้เขียนบทความนั้นๆ ไม่ใช่ความเห็นของกองบรรณาธิการหรือของวารสาร jsn Journal
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา นาคสกุล. (2558). คำสี่จังหวะ. เล่ม 1. กรุงเทพฯ : สมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย.
กรมวิชาการ. (2543). หนังสืออ้างอิงระดับมัธยมศึกษา “สํานวนไทย”. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ.
ขุนวิจิตรมาตรา(สง่า กาญจนาคพันธุ์). (2541). สำนวนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี(ไทย-ญี่ปุ่น).
นภสินธุ์ แผลงศร. (2557). โยะจิจุกุโงะ สำนวนคันจิประสม 4 ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
พิจิตรา ธงพานิช. (2562). วิชาการจัดการเรียนรู้และการจัดการในชั้นเรียน:รูปแบบการสอน ADDIE (ADDIE Model) [เว็บบล็อก]. จาก http://adi2learn.blogspot.com/2018/01/addie-model.html
ราชบัณฑิตยสถาน. (2543). ภาษิต คำพังเพย สำนวนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน.
สุจิตรา จำนงอุดม. (2556). การใช้คำซ้อนสี่หน่วยในวัจนลีลา. วารสารธรรมศาสตร์. ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2556.
สุดารัตน์ จงบูรณสิทธิ์. (2562). การใช้รูปแบบการสอน ADDIE Model เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21. การประชุมวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ระดับชาติครั้งที่ 2 หน้า 667-679.
สำนักงานราชบัณฑิตยสถาน. (2564). โลกทัศน์ (๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐) [เว็บบล็อก]. จาก http://legacy.orst.go.th/?knowledges
อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. (2553). ชนิดของคำในภาษาไทย: การวิเคราะห์ทางวากยสัมพันธ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เอเอ็สพี.
竹田 晃(1998)『四字熟語・成句辞典』 [第九版] 講談社
日本漢字教育振興会(2012)『漢検 四字熟語辞典』日本漢字能力検定協会
三省堂編修所(2013)『新明解 四字熟語辞典』第二版 三省堂
田近洵一・近藤 章 編(2015)『例解小学四字熟語辞典 新袋版ワイド版』三省堂