การศึกษาประสิทธิผลการฝึกแชโดอิ้งเพื่อพัฒนาการออกเสียงสูงต่ำของคำยืมภาษาญี่ปุ่นในภาษาไทย

Main Article Content

ธนพร ศรีวุฒิพงศ์

บทคัดย่อ

การรับอิทธิพลของญี่ปุ่นทำให้มี “คำยืมภาษาญี่ปุ่น” เข้ามาเป็นจำนวนมากและเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยระบบการออกเสียงที่ต่างกัน ภาษาไทยมีการออกเสียงตามวรรณยุกต์ (tone accent) ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นเป็นการออกเสียงแบบเน้นเสียงสูงต่ำ (pitch accent) ทำให้มีการเน้นเสียงที่ต่างไปจากภาษาต้นทาง เช่น karate คาราเต้, sumoo ซูโม่, sukiyaki สุกี้ยากี้ เป็นต้น กล่าวคือ มีการแทรกแซงของภาษาแม่ทำให้การออกเสียงสูงต่ำผิดเพี้ยนไปโดยเฉพาะในผู้เรียนชั้นต้น จากการศึกษาพบว่ามีงานวิจัยจำนวนมากที่ใช้เทคนิคแชโดอิ้งมาช่วยแก้ไขปัญหาการออกเสียงผิดในผู้เรียน งานวิจัยเชิงทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของวิธีการฝึกแชโดอิ้งในการแก้ไขปัญหาการออกเสียงสูงต่ำของคำที่เป็นคำยืมภาษาญี่ปุ่น โดยใช้รูปแบบของการออกเสียงสูงต่ำในคำเป็นตัวชี้วัดความถูกต้องในการออกเสียง กลุ่มเป้าหมายคือพนักงานบริษัท K ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นชั้นต้นภายในบริษัท จำนวน 7 คน เก็บข้อมูลโดยวิธีการบันทึกเสียงผู้เรียนก่อนฝึก ระหว่างฝึก และ หลังเสร็จสิ้นการฝึกแล้ว 2 สัปดาห์ และการสัมภาษณ์ ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล 3 เดือน ทดสอบค่าเฉลี่ยระหว่างก่อนและหลังฝึกแชโดอิ้ง โดยใช้สถิติ t-test ผลการศึกษาพบว่า 1) การฝึกแชโดอิ้งสามารถพัฒนาการออกเสียงสูงต่ำของคำยืมภาษาญี่ปุ่นในผู้เรียนชั้นต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง โดยอัตราความถูกต้องจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังผ่านการฝึกไป 3 ครั้งเมื่อเทียบกับก่อนการฝึก 2) ประสิทธิผลของการฝึกแชโดอิ้งจะแปรผันเมื่อขาดการฝึกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ โดยมีทั้งผู้เรียนที่ออกเสียงสูงต่ำได้ดีขึ้นและแย่ลงปะปนกันไป 3) คำยืมภาษาญี่ปุ่นที่มีรูปแบบเสียงสูงต่ำซึ่งแม้จะฝึกแล้วก็ยังพัฒนาได้ยาก ได้แก่ เกี๊ยวซ่า 「ぎょうざ○●● (เสียงเรียบ)」ยากูซ่า 「やくざ●○○ (หัวสูง)」และ โชยุ「しょうゆ○●● (เสียงเรียบ)」 ส่วนคำยืมที่ผู้เรียนรู้สึกว่าออกเสียงยาก ได้แก่ นัตโต 「なっとう○●●○ (กลางสูง)」เทปปังยากิ「てっぱんやき○●●●●● (เสียงเรียบ)」และ เคนโด 「けんどう●○○○(หัวสูง)」โดยรูปแบบเสียงสูงต่ำที่แตกต่างกันทั้ง 3 แบบไม่ได้มีอิทธิพลที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าแบบใดแบบหนึ่งออกเสียงยาก หากแต่การแทรกแซงเชิงลบในการออกเสียงแบบภาษาไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รู้สึกว่าออกเสียงสูงต่ำได้ยาก

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัยและบทความวิชาการ

เอกสารอ้างอิง

ทัศนีย์ เมธาพิสิฐ. (2554). ผลการฝึกแชโดอิ้งต่อการพัฒนาทักษะการพูด: ด้านความเร็วและความถูกต้อง. วารสารวิชาการของเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษา, 1(1), 78-89.

ยุพกา ฟูกุชิม่า. (2558). ประสิทธิผลของการฝึกแชโดอิ้งต่อการเรียนรู้เสียงสูงต่ำภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียนชาวไทย. วารสารญี่ปุ่นศึกษา, 32(1), 79-90.

อัษฎายุทธ ชูศรี. (2555). คำยืมภาษาญี่ปุ่นในภาษาไทย. ใน การประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 5 มนุษยศาสตร์. (หน้า 189-207). ม.ป.ท.

อาลียา รัตนวิระกุล. (2555). กลยุทธ์การเรียนภาษาญี่ปุ่นของผู้เรียนชาวไทย: เปรียบเทียบระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยและพนักงานบริษัท. ใน การประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 5 มนุษยศาสตร์. (หน้า 101-114). ม.ป.ท.

Siriphon Phaiboon, Y. (2006).『アクセント習得における意識的学習の役割-タイ語母語話者の場合』. 日本言語文化研究会論集 / 日本言語文化研究会 編:17-29.

秋永一枝. (1981).『明解日本語アクセント辞典』三省堂.

大久保雅子・神山由紀子・小西玲子・福井貴代美. (2013).『アクセント習得を促すシャドーイング実践―効果的な実践方法を目指して―』早稲田日本語教育実践研究 第1号:37-47.

唐澤麻里. (2010).『シャドーイングが日本語学習者にもたらす影響: 短期練習による発音面および学習者意識の観点から』お茶の水女子大学人文科学研究.

スィリポンパイブーン・ユパカー. (2009).『タイ語を母語とする日本語学習者におけるアクセント学習ストラテジーに関する研究 日本言語文化研究会論集 2009 年第5 号.

戸田貴子・大久保雅子. (2014). 『新しい音声教育実践における学習者の学び―オンデマンド併用授業による発音学習― 』 早稲田日本語教育学第16号.

戸田貴子. (2011). 『音声教育と日本語能力』 早稲田日本語教育学第9号.

[パッタラーパン・ブンナーク. (2014). 『日本語 ・ タイ語における外来語の受容について』 比較日本学教育研究センター.