การประเมินหลักสูตรแบบบูรณาการในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามโดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปโมเดล กรณีศึกษาโรงเรียนต้นตันหยง อำเภอรือเสาะจังหวัดนราธิวาส
Main Article Content
บทคัดย่อ
การประเมินหลักสูตรทำให้ทราบจุดดีหรือจุดอ่อนของหลักสูตร และนำผลไปพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้ และสร้างความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้วิจัยจึงสนใจทำการวิจัยเชิงประเมินนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรแบบบูรณาการในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามโดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปโมเดล กรณีศึกษาโรงเรียนต้นตันหยง อำเภอรือเสาะจังหวัดนราธิวาส กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหาร 7 คน ผู้สอน 75 คน นักเรียนชั้นปีที่ 3 และ 6 ที่เรียนหลักสูตรโรงเรียนต้นตันหยง ปีการศึกษา 2566 ซึ่งเป็นหลักสูตรบูรณาการระหว่างหลักสูตรสายสามัญและสายศาสนาอิสลาม จำนวน 194 คน และผู้ปกครองนักเรียน 194 คน ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย รวม 470 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับตามแนวคิดของลิเคอร์ท (1967) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการบรรยายประกอบ ผลการวิจัยปรากฏว่า ผู้บริหาร ผู้สอน ผู้เรียน และผู้ปกครองมีความเห็นด้วยต่อระบบของหลักสูตรอยู่ในระดับมาก ทั้งด้านผลผลิต กระบวนการ ปัจจัยนำเข้า และด้านบริบทของหลักสูตร โดยด้านที่ผู้บริหาร ผู้สอน ผู้เรียน และผู้ปกครองเห็นด้วยมากที่สุด คือ ด้านผลผลิต รองลงมา คือ ด้านกระบวนการ ปัจจัยนำเข้าและด้านบริบทของหลักสูตร ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หลักสูตรแบบบูรณาการในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่โรงเรียนต้นตันหยงพัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาการสำเร็จการศึกษาของวิชาสายสามัญ และรายวิชาอิสลามศึกษาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามได้จริง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลานี้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
Arab University Alumni Association in Thailand. (Trans.). (2020). The Qur’an [Thai translation]. King Fahd Complex for the Printing of the Holy Qur'an. (Original work published ca. 7th century)
Dhanapala, R. M. (2021). Triangular framework for curriculum development in the education sector. Open Access Library Journal, 8(e7490), 1-10. https://doi.org/10.4236/oalib.1107490
Kaewmee, S., Sathapornwachana, S. & Chattupornpong, S. (2018). Administration toward excellence of Islamic private schools under the office of private education commission during the next decade. Journal of MCU Buddhapanya Review, 3(2), 171-182. (in Thai)
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Education and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
Likert, R. (1967). The human organization: Its management and value. New York: McGraw-Hill
Ministry of Education. (2010). Basic education core curriculum, B.E. 2008. (3rd edition). Bangkok: Chumchum printing house. Agricultural cooperative of Thailand limited. (in Thai)
Thongpanit, P. (2018). The development of NPU model: for encourages development of curriculum and learning management innovation. Silpakorn Educational Research Journal, 10(1), 61-71. (in Thai)
Tontanyong School. (2014). Curriculum for Tontanyong school, Rueso Subdistrict, Rueso District, Narathiwat Province 96150 (3rd revised edition). Office of Private Education, Rueso District, Narathiwat Province. (in Thai)
Watanasuntorn, K. (2008). Application of Stufflebeam's CIPP model for educational project evaluation. Suranaree Journal of Social Science, 2(1), 67-83. (in Thai)