รูปแบบการลดโทสจริตด้วยการเจริญเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

Main Article Content

ปวริศร์ ปวริสฺสโร

บทคัดย่อ

         บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาสภาวะโทสจริตในจิตใจและการฝึกปฏิบัติตามแนวทางพุทธศาสนาที่นำไปสู่การลดโทสและเพิ่มเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (๒) เพื่อวิเคราะห์บทเรียนกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของการให้หลักเมตตาในการลดโทสจริตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ (๓) เพื่อนำเสนอรูปแบบการลดโทสจริตด้วยการเจริญเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยใช้วิธีการแบบผสานวิธี คือใช้วิธีการเชิงปริมาณและคุณภาพกลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน ๔๖ คน ระยะเวลา ๕ วันเครื่องมือคือการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มกิจกรรมเพื่อลดโทสจริตด้วยหลักการเจริญเมตตาและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการสรุปผลแบบวิเคราะห์เนื้อหาและเชิงพรรณนา


         ผลการวิจัยพบว่า สภาวะโทสจริตในจิตใจและการฝึกปฏิบัติตามแนวทางพุทธศาสนาที่นำไปสู่การลดโทสและเพิ่มเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่าต้นเหตุของโทสในนักเรียนเกิดจากการยึดติดในตัวตนและสิ่งที่ให้คุณค่าเมื่อถูกกระทบกระเทือนทางกาย วาจา หรือจิตใจ ทำให้เกิดความไม่พอใจและโกรธ การลดความโกรธของนักเรียนโดยการฝึกเมตตาผ่านกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมช่วยให้จิตใจสงบ ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ช่วยลดความโกรธและส่งเสริมสุขภาพจิตในนักเรียน ส่วนผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าการสอนหลักเมตตาช่วยลดโทสจริตและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในนักเรียนมัธยมปลายอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนรวมก่อนและหลังกิจกรรมต่างกัน ๒.๕๒๓ (p = ๐.๐๐๒) โดยเฉพาะเพศหญิงมีความเปลี่ยนแปลงชัดเจน (๓.๓๘๕, p = ๐.๐๐๔) ส่วนเพศชายแม้คะแนนต่างกัน (๑.๘๗๔) แต่ไม่ต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = ๐.๑๘๓) ทั้งนี้ นักเรียนส่วนใหญ่แผ่เมตตาแก่ผู้ใกล้ชิดมากกว่าการแผ่เมตตาในระดับที่ไม่มีเงื่อนไข สะท้อนว่าเมตตายังขึ้นกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม  รูปแบบการลดโทสจริตด้วยการเจริญเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ โมเดล “BSEP” ซึ่งประกอบด้วย ๔ ด้านคือ (๑) (B) (Buddha’s Dhamma) ด้านหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า มีการฝึกเมตตาผ่านการกระทำ เช่น การให้ทาน ใส่บาตร ช่วยเหลือสัตว์ และแบ่งปันสิ่งของเพื่อลดความโกรธและเสริมสร้างความเมตตา (๒) (S) (Smile) ด้านการสร้างรอยยิ้ม มีการใช้ภาษาสุภาพ การพูดไพเราะ และปลอบโยนเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี ลดโทสและเสริมความสุข (๓) (E) (Emotion) ด้านการจัดการรักษาอารมณ์ มีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความโกรธวิเคราะห์สาเหตุ และฝึกจัดการอารมณ์เชิงบวก (๔) ด้านการสร้างพลังบวก (P) (Positive Thinking)

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ปวริสฺสโร ป. . “รูปแบบการลดโทสจริตด้วยการเจริญเมตตาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย”. วารสารมหาจุฬาวิชาการ, ปี 12, ฉบับที่ 3, ธันวาคม 2025, น. 99-116, https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/281668.
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

เกษม กสิโอฬาร และพัชรี ตันติวิภาวิน, "พุทธธรรมพัฒนาจิตเพื่อระงับความโกรธ", วารสารรังสิตบัณฑิตศึกษา ในกลุ่มธุรกิจและสังคมศาสตร์, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๑-๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๖๐) : ๒๔.

พระครูกิตติพลาธร (กัด กิตติธโร), “รูปแบบการพัฒนาชีวิตด้วยหลักสังคหวัตถุ ๔ ของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดศรีสะเกษ”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๑.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต), ทำอย่างไรจะหายโกรธ, กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๕๐.

สมภพ เรืองตระกูล, ความเครียดและอาการทางจิตเวช, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วกา, ๒๕๔๗.

สก็อตต์ เวนเทรลลา, อานุภาพแห่งความคิดเชิงบวก, แปลโดย วิทยา พลายมณี, กรุงเทพมหานคร: เอ อาร์ .เนส, ๒๕๔๕.

หรรษา แก้วพูลปกรณ์, "ผลของการฝึกควบคุมความโกรธและทักษะทางสังคมที่มีต่อการลดพฤติกรรมก้าวร้าวของนักศึกษาอาชีวศึกษา", วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๑.