ครอบครัวและฐานการเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของครอบครัวไทยในภาคใต้

Main Article Content

ปิยะธิดา ขจรชัยกุล

บทคัดย่อ

         วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาครอบครัวและฐานการเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของครอบครัวไทยในภาคใต้ของประเทศไทย ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์จำนวน ๒๙๙ คนในพื้นที่ที่มีการขับเคลื่อนงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนและมีการทำโครงการหรือมีกิจกรรมด้านครอบครัว ซึ่งกิจกรรมนั้นตรงตามเกณฑ์ดัชนีชี้วัดครอบครัวอบอุ่นอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ สัมพันธภาพในครอบครัว บทบาทหน้าที่ และการพึ่งพาตนเอง และมีองค์ประกอบในด้านการปฏิบัติ การปรับใช้และการคงอยู่ของประเพณี วัฒนธรรมในชุมชน นำเสนอข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา


         ผลการศึกษา พบว่า บทบาทหน้าที่และการปฏิบัติตนตามประเพณี วัฒนธรรม มีจำนวนเท่ากันคือการดูแลเด็กวัยรุ่น มากที่สุด ๘๙.๖% รองลงมาคือ การดูแลเด็กอายุมากกว่า ๖ ปี ถึง ๑๓ ปี ๘๗.๖% ด้านการนำมาปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันคือ สอนลูกหลานให้คิดดี พูดดี ทำดี มีคุณธรรม ไม่ผิดครรลองคลองธรรม ๕๙.๙ % และสุดท้ายการให้ประเพณีวัฒนธรรมอยู่อย่างยั่งยืน คือชวนคนในชุมชนมาปฏิบัติตามประเพณี ๒๘.๑% ข้อเสนอแนะ หน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว ควรจัดกิจกรรมเชิงประเพณี วัฒนธรรมที่จะช่วยให้ครอบครัวได้รวมกลุ่มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาครอบครัว

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ขจรชัยกุล ป. “ครอบครัวและฐานการเรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของครอบครัวไทยในภาคใต้”. วารสารมหาจุฬาวิชาการ, ปี 12, ฉบับที่ 3, ธันวาคม 2025, น. 392-01, https://so04.tci-thaijo.org/index.php/JMA/article/view/284887.
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงวัฒนธรรม. นโยบายและยุทธศาสตร์. ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย, พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว. นโยบายและยุทธศาสตร์ การพัฒนาสถาบันครอบครัว (๒๕๖๐-๒๕๖๘). กรุงเทพมหานคร: กระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ๒๕๖๐.

จรรยา สุวรรณทัต. ระบบครอบครัวกับระบบสังคม: จิตวิทยาครอบครัวและครอบครัวศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ ๓, นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๗.

จิตตินันท์ เดชะคุปต์. การศึกษาและพัฒนาดัชนีครอบครัวอบอุ่นของประเทศไทย. ครอบครัวอบอุ่น...พลังการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการด้านครอบครัวระดับชาติประจำปี ๒๕๕๗.

บุษราภรณ์ บุญเอียดและสุปรีชา ชำนาญพุฒิพร. “การใช้หลักพรหมวิหารธรรมในการเลี้ยงดูบุตรวัยรุ่น”, วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม. ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖ (๒๕๖๖) : ๗๕ - ๘๗.

ปิยะธิดา ขจรชัยกุล. การพัฒนาเด็กและครอบครัว. นครปฐม: เมตตาปริ้นติ้งจำกัด, ๒๕๖๐.

รัชนี เศรษโฐ. โครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๓๒.

สถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD). ข้อมูลพื้นฐานประกอบกระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฉายภาพฉากทัศน์ใน ๒๐ ปีข้างหน้า. โครงการวิจัยภาพอนาคตของสถานที่ทำงานในประเทศไทยในปี ๒๕๗๔. กรุงเทพฯ, ๒๕๕๕.

สถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ. กรมอนามัย. กระทรวงสาธารณสุข. สรุปผลการดำเนินงาน. โครงการส่งเสริมพัฒนาการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุรอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๖๑.

สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์. ชุดข้อมูลความเป็นเมืองกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม. กระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ๒๕๖๕.

L. M. Laosa, Child Care and the Culturally Different Child. Child Care Quarterly, Vol. 3 No.400 (1974): 214-224.

L, Johnson, J. Radesky, & B. Zuckerman, Cross- cultural Parenting: Reflections on

Autonomy and Interdepended. Pediatric. Vol.131 No 4. (2013) : 631-633.

M. H. Bornstein. Cultural Approaches to Parenting. Parent Science Practice. Vol.1 No. 12 (2-3) (2012) : 212–221.

กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย.รายงานสถานการณ์ประชากรไทยพ.ศ.๒๕๕๘ โฉมหน้าครอบครัวไทย ยุคเกิดน้อยอายุยืน. [ออนไลน์] แหล่งที่มา : https://thailand.unfpa.org/th/state-thailand-population-r (๒๕๕๘).

ชมรมจิตแพทย์และวัยรุ่นแห่งประเทศไทย. คู่มือการเลี้ยงลูก ตอนวัยรุ่น. [ออนไลน์], แหล่งที่มา : http://www.rcpsycht.org/cap/book04.php [๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘]

ราชกิจจานุเบกษา. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐. [ออนไลน์] แหล่งที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/A/082/T_0001.PDF [๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘]

สำนักงานสถิติแห่งชาติ,สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) และองค์กรยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย. การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๕๙ (MICS) ฉบับสมบูรณ์. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : https://www.unicef.org/thailand/th/reports (๒๕๖๕).