การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ -
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (๑) ศึกษาสภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ (๒) หาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ (๓) ประเมินแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยแบ่งเป็น ๓ ระยะ ได้แก่ ระยะที่ ๑ ศึกษาสภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการของสถานศึกษาจำนวน ๑๖๑ คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ ๐.๙๖ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ ๒ หาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๙ รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ร่างแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา และใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และระยะที่ ๓ ประเมินแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา เก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน ๑๕ คน รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน ๑ คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า: (๑) สภาพการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๖๘, S.D.=๐.๔๗) เมื่อพิจารณารายขั้นพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๗๑, S.D.=๐.๔๕) รองลงมา คือ ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๖๗, S.D.=๐.๔๗) และด้านการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๖๗, S.D.=๐.๔๗) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการประเมินผล ปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๖๖, S.D.=๐.๔๘) (๒) แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ พบว่า จำนวน ๔ ด้าน รวม ๑๖ แนวทาง ได้แก่๑) ด้านการกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน ๔ แนวทาง ๒) ด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน ๔ แนวทาง ๓) ด้านการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ จำนวน ๔ แนวทาง และ ๔) ด้านการประเมินผล ปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน ๔ แนวทาง (๓) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท ๔ ของผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ พบว่าในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๕๙, S.D.=๐.๔๗) เมื่อพิจารณาตามด้าน พบว่า ด้านความถูกต้อง อยู่ในระดับมาก ( =๔.๔๔, S.D.=๐.๕๐) ด้านความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๕๒, S.D.=๐.๕๐) ด้านความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๖๘, S.D.=๐.๔๕) ด้านความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ( =๔.๗๓, S.D.=๐.๔๕)
คำสำคัญ:การพัฒนาหลักสูตร;หลักอิทธิบาท ๔;ผู้บริหารสถานศึกษา
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
บรรณานุกรม
กนกวรรณ ยมจันทร์. “ แนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต ๑”. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา .บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร,๒๕๖๐.
กรมวิชาการ. แนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา.กรุงเทพมหานคร: คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔.
กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑.กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย, ๒๕๕๑.
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา. แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (ฉบับปรับปรุง).กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมปแห่งชาติ, ๒๕๖๔.
จิตรลดา อุปติมา. “สภาพและปัญหาในการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่อำเภอปงสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๖”. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารการศึกษา.บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยพะเยา,
๒๕๕๘.
นายณรงค์ พิมสาร. “บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีต่อการพัฒนาหลักสูตรและการสอน”.วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ฯ. ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒ (พฤษภาคม-สิงหาคม ๒๕๖๓): ๓๑๕ –๓๒๓.
บุญธรรม พรหมวงศ์. “ การพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการจัดการหลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียน”.วารสารการศึกษาและเทคโนโลยี, ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม๒๕๖๐): ๕๐-๖๓.
รัตนา บุญญะโสภา. “การพัฒนา รูปแบบการบริหาร จัดการหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน ในโรงเรียนสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน”, วารสารการศึกษาและการพัฒนา, ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม –
ธันวาคม ๒๕๕๘): ๔๕-๕๖.
รัตนา ดวงแก้ว. หน่วยที่ ๒ การบริหารและการพัฒนาหลักสูตรในประมวลสาระชุดวิชาการบริหารวิชาการและทรัพยากรการศึกษาหน่วยที่ ๑-๕.นนทบุรี: โรงพิมพ์หาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๖๑
วิภา สุกใส. “ การพัฒนากระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา”, วารสารการศึกษา และการพัฒนา, ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๒ (กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๕๙): ๘๙-๑๐๒.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑ กลุ่มนโยบายและแผน. “แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘”, แผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ, (กลุ่มนโยบายและแผน: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต ๑, ๒๕๖๘), หน้า ๕๑.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. รายงานประจำปี ๒๕๖๕ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ๒๕๖๕.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบสอง พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔.กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๕๙.
สุภาณี ชำนาญศรี. “ การศึกษา การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิเขต ๓”, วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา.บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, ๒๕๖๓.
อวัศยา แสงทอง. “การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนวัดจันทราวาส (ศุขประสารราษฎร์)”.บทความวารสารการบริหารการศึกษา, ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มิถุนายน ๒๕๖๕): ๙๗-๑๑๑.
Donald B. Yarbrough. The Program Evaluation Standards: A Guide for Evaluators
and Evaluation Users. 3rd ed.. (Thousand Oaks, California: Corwin Press, 2011), pp. 3-15.