การประยุกต์หลักวิปัสสนากรรมฐานในการบำบัดโรคของผู้สูงอายุตำบลอุโมงค์ สำหรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบำบัดโรคที่ปรากฏในพระพุทธศาสนา 2) ศึกษาหลักการฝึกวิปัสสนากรรมฐานของผู้สูงอายุตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน และ3) ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักวิปัสสนากรรมฐานในการบำบัดโรคของผู้สูงอายุตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน ได้แก่ พระสงฆ์ บุคลากรด้านสุขภาพ ผู้นำชุมชน ผู้สูงอายุ และวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า
1) การบำบัดโรคตามหลักพระพุทธศาสนาเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยบูรณาการการบำบัดทางกายด้วยการดูแลตนเอง การใช้เวชเภสัชพื้นบ้าน และการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควบคู่กับการบำบัดทางใจด้วยหลักสมถกรรมฐานและจิตตภาวนา เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างกายและจิต
(2) หลักการฝึกวิปัสสนากรรมฐานของผู้สูงอายุใช้หลักสติปัฏฐาน 4 เป็นแกนสำคัญ ช่วยพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญา ทำให้เกิดความเข้าใจสภาวะตามความเป็นจริง ลดความยึดมั่นถือมั่น และเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ
(3) การประยุกต์ใช้หลักวิปัสสนากรรมฐานในชีวิตประจำวันช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลและบำบัดสุขภาพกายและจิตใจได้อย่างเป็นรูปธรรม ลดความเครียด เพิ่มความสงบ ความผ่อนคลาย และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยรวม
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์หลักวิปัสสนากรรมฐานเป็นแนวทางการบำบัดสุขภาวะแบบองค์รวมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและบริบทชุมชน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2555). รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์กรมสุขภาพจิต.
กรมสุขภาพจิต. (2560). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนางานสุขภาพจิตและจิตเวช. กรุงเทพมหานคร : กระทรวงสาธารณสุข.
กาญจนา สังข์สิงห์, และคณะ. (2556). ประสบการณ์ของผู้ป่วยมะเร็งในการเยียวยาตนเองด้วยสมาธิ. วารสารวิจัยสุขภาพ. 12(3), 45–68.
ชำนิ แสงภักดี. (2552). การเจริญสมาธิที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของโครโมโซมส่วนปลายภายในเซลล์และอายุขัยของมนุษย์. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ธงชัย เติมประสิทธิ์. (2551). รูปแบบการรักษาโรคประสาทเชิงพุทธบูรณาการ. วารสารสวนปรุง, 31(1), 13-26.
พระธรรมปิฎก. (2531). พุทธจิตบำบัด. กรุงเทพมหานคร : หจก.ชุติมาการพิมพ์.
พระธรรมปิฎก. (2542). พุทธศาสนาและการดำเนินชีวิต. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ธรรมสภา.
พระปลัดธวัชชัย ขตฺติยเมธี (ขัติรัตน์). (2565). “การเจริญสมาธิเพื่อการเยียวยาสุขภาพของสำนักปฏิบัติธรรมวัดสันก้างปลา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่”. ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระปลัดสมโภชน์ ตธมฺโม (ทิปะทา). (2566) “แนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบำบัดโรคตามยุควิถีใหม่”. ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พลกฤษณ์ โชติศิริรัตน์, (2554). “การศึกษาเชิงวิเคราะห์การรักษาโรคด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม)”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พัชรี ดำรงสุนทรชัย. (2550). “แนวทางการจัดการความรู้เพื่อสุขภาวะชุมชน”. ดุษฎีนิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ 2500. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2535.
หลวงพ่อจรัญ ตฺธมฺโม. (2554). พิชิตกรรมร้าย หายป่วยด้วยโพชฌังคปริตร (ไพยนต์ กาสี เรียบเรียง). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง.
อุทัย สติมั่น. (2555). “การพัฒนารูปแบบการจัดความรู้สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
อุทัย สุดสุข, และคณะ. (2552). รายงานการวิจัยโครงการศึกษาสถานการณ์ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ความต้องการและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ. รายงานการวิจัย. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานบริการเทคโนโลยีสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
World Health Organization. (2020). Mental health: strengthening our response. Geneva : WHO Press.
World Health Organization. (2022). Promoting mental well-being: conceptual framework and policy approaches. Geneva : WHO Press.